10 รถเด่นเฉิดฉายเโทษเล่นพนันออนไลน์วทีโลกปี 2020-เว็บไซต์บาคาร่า

2021.01.01 -


แม้ว่าในปี 2020 จะโดนวิกฤตโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม และงานมอเตอร์โชว์ระดับนานาชาติเกือบทุกรายการถูกยกเลิกไปทั้งหมด แต่การเปิดตัวรถยนต์ใหม่ก็ยังต้องดำเนินต่อไป และเมื่อเปรียบเทียบในเชิงจำนวนรถยนต์ใหม่ในหลายปีที่ผ่านมา ก็คงต้องบอกว่า 2020 มีจำนวนรถยนต์ใหม่เปิดตัวออกมามากไม่แพ้กับปีอื่นๆ แม้ว่ารถยนต์เหล่านี้จะไม่ได้อวดโฉมอยู่บนแท่นหมุนในงานมอเตอร์โชว์ระดับโลกก็ตาม


ครั้นจะนำเสนอทั้งหมด อาจจะดูเยอะเกินไป เอาเป็นว่าเราขอเลือก 10 คันที่ดูแล้วมีความน่าสนใจทั้งในเรื่องตัวรถและโมเดลที่อยู่ในตลาด รวมถึงความเกี่ยวพันที่มีถึงตลาดเมืองไทยด้วย อ่อ..อีกเรื่องคือ นับเฉพาะรถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มที่เป็น Production Car คือ ผลิตออกมาพร้อมขายแล้วเท่านั้น พวกที่มีคำว่า Concept หรือ Prototype พ่วงท้าย แม้ว่าจะมีแนวโน้มว่าจะขายจริงในเร็วๆ นี้ไม่ได้รวมเข้าไปด้วย


Toyota GR Yaris : บ้านเราได้เห็นหน้าตาของรถไซส์เล็กแต่สมรรถนะไม่เล็กตามตัวของ GR Yaris กันมาแล้ว เมื่อโตโยต้าประกาศนำเข้ามาขายแบบจำนวนจำกัดเมื่องาน Motor Expo ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ในตลาดโลกโตโยต้าเปิดตัว GR Yaris มาตั้งแต่ต้นปีในงาน Tokyo Auto Salon ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นตามกฎ Homologation ของการแข่งขัน World Rally ซึ่งโตโยต้าจะต้องผลิตเวอร์ชันตัวแรงที่อ้างอิงจากสเป็กของตัวแข่ง WRC ออกขายจำนวน 25,000 คัน โดยในรุ่นจำหน่ายจริงใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเบนซินเทอร์โบ 1,600 ซีซี ที่มีกำลัง 261 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 36.7 กก.-ม. ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ พร้อมน้ำหนักที่เบาเพียง 1,280 กิโลกรัม โดยตัวรถมีสมรรถนะสุดเร้าใจด้วยตัวเลข 5.5 วินาทีสำหรับอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง และ 230 กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับความเร็วปลาย พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ GR-Four ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้ถึง 3 รูปแบบ ที่แยกแรงบิดระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง คือ Normal (60/40) Sport (30/70) และ Track (50/50) เพื่อช่วยให้การทรงตัวและยึดเกาะได้อย่างมั่นคงในทุกสภาพถนน สำหรับบ้านเรามีเข้ามาจำหน่ายในราคา 2.69 ล้านบาท และจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนมีนาคม 2021


Nissan Ariya : ในปี 2019 ที่งาน Tokyo Motorshow ทางนิสสัน เปิดตัวต้นแบบที่ถือเป็น 1 ในไฮไลท์สำหรับปี 2020 ออกมา เพราะจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV ที่ออกขายอย่างเป็นทางการและใช้ชื่อว่า Ariya กับการพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของ LEAF แต่เหนือกว่าด้วยระบบขับเคลื่อนที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด รูปลักษณ์ภายนอกของรุ่นจำหน่ายจริงมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดรอบคันเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวันจากรุ่นต้นแบบอย่างชัดเจน โดยในการออกแบบนี้นำเสนอปรัชญาในการออกแบบใหม่ของนิสสันที่เรียกว่า “Timeless Japanese Futurism” หรือ “โลกแห่งอนาคตแบบญี่ปุ่นที่อยู่อยู่กาลเวลา” ที่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยทีมออกแบบของ Nissan ใช้ประโยชน์ของแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ของบริษัท


Ariya เวอร์ชั่น ผลิตขายจริงเป็นครั้งแรกของโลก มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนสองล้อ 2WD และสี่ล้อ AWD ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุตั้งแต่ 65-90 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีกำลังสูงสุด 160-290 กิโลวัตต์ (215-389 แรงม้า) ระยะการขับไกล 450-580 กม. (ตามมาตรฐานทดสอบ WLTC) ต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง วางกำหนดขายในประเทศญี่ปุ่น ช่วงกลางปี 2021 โดยราคาจะอยู่ในราว 5 ล้านเยนหรือประมาณ 1.47 ล้านบาท โดยในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อรุ่นมาตรฐานมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 7.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะที่รุ่นท็อปซึ่งเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมกำลัง 290 กิโลวัตต์ จะมีตัวเลขอยู่ที่ 5.1 วินาที และ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง


Ferrari Roma : รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางด้านหน้าในสไตล์ GT รุ่นสุดเจ๋งของ Ferrari มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “La Nuova Dolce Vita” สะท้อนภาพวิถีชีวิตอันสมบูรณ์ด้วยความสุข และความเฟื่องฟูของแฟชั่นของกรุงโรมในทศวรรษ 1950-60 อันเป็นที่มาของชื่อ “Roma” ด้วยนิยามของความสง่างามที่แฝงไว้ด้วยความเรียบหรู ทำให้ Ferrari รุ่นนี้ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง


การออกแบบตัวถังภายนอกของ Ferrari Roma เป็นฝีมือของทีมงาน Ferrari Styling Centre ที่เน้นดีไซน์อันเรียบหรู โดยยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ และได้พัฒนาห้องโดยสารให้มีรูปแบบที่แบ่งแยกฝั่งผู้ขับ และผู้โดยสารออกจากกันเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน วิวัฒนาการแนวคิดห้องโดยสารแบบคู่นี้ จะไม่ใช่เพียงแค่แดชบอร์ดเท่านั้นที่โอบล้อมห้องโดยสาร แต่เป็นทุกองค์ประกอบที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างกลมกลืน


ตัวรถใช้เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบ ผลิตกำลังได้ถึง 620 แรงม้าที่ 7,500 รอบ/นาที ส่งให้เป็นรถที่มีพลังมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน เครื่องยนต์ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูล V8 ได้รับรางวัลชนะเลิศ International Engine of the Year ถึง 4 ปีซ้อน มาพร้อมกับระบบควบคุมแรงบูสต์แบบแปรผัน (Variable Boost Management) ช่วยให้คันเร่งตอบสนองได้ฉับไวในทุกจังหวะความเร็ว รวมทั้งชุดเกียร์ใหม่แบบ 8 สปีดคลัทช์คู่มีขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น


หลังจากอวดโฉมตามช่องทางออนไลน์ในเมืองนอกแล้ว ทางผู้จำหน่ายในเมืองไทยได้นำเข้ามาทำตลาดเมื่อกลางปี 2020 ด้วยราคา 21.23 ล้านบาท


BMW 4 Series : ความสวยและสปอร์ตที่พัฒนาโดยแตกไลน์ออกมาจาก Series 3 โดยในรุ่น Series 4 มีจำหน่ายทั้งคูเป้และเปิดประทุน ซึ่ง Series นี้ เป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี 2013 เมื่อ BMW มีแผนการปรับไลน์อัพรถยนต์ตัวเองใหม่ โดยมีการแยกตัวถังซีดานและสเตชันแวกอน ออกจากคูเป้และเปิดประทุนอย่างชัดเจนจากเดิมที่อยู่ร่วมกันทั้งหมด และใช้รหัสเลขคู่เป็นตัวทำตลาด โดย Series 4 คือ การแยกรุ่นออกมาจาก Series 3 ในรหัสตัวถัง F30 และรุ่นใหม่จะมีรหัส G22/23/24 ซึ่งถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ถ้านับเอาเฉพาะ Series 4


สำหรับรุ่นที่เปิดตัวในช่วงแรกนั้นจะมี 420i เครื่องยนต์ 4 สูบ 2,000 ซีซี เทอร์โบ 184 แรงม้า ตามด้วย 430i เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันแต่ขยับความแรงขึ้นเป็น 258 แรงม้า ส่วนรุ่น M440i จะใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3,000 ซีซี เทอร์โบคู่ ที่มีการติดตั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Mild Hybrid เข้ามาช่วยเพิ่มเรี่ยวแรง ทำให้ตัวเลขขยับขึ้นเป็น 387 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดระดับ 51.2 กก.-ม.และส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ


ขณะที่รุ่นเทอร์โบดีเซลจะเริ่มกับ 420 d มีขายทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง และขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive โดยใช้พื้นฐานของเครื่องยนต์ 4 สูบ 2,000 ซีซี 190 แรงม้า ส่วนรุ่น 430d ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ 3,000 ซีซี 286 แรงม้า และตัวแรงของเทอร์โบดีเซล M440d ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ 430d แต่มีกำลังขยับขึ้นมาเป็น 340 แรงม้าและมีขายเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยใครที่สนใจรุ่นนี้ต้องรอกันไปก่อนเพราะว่าจะเริ่มมีการส่งมอบให้กับลูกค้าได้ในเดือนมีนาคม 2021


GMC Hummer EV : ในที่สุดชื่อของ Hummer ก็ได้กลับมาสู่ตลาดอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้แตกต่างจากที่เคยเป็นสมัยที่ Hummer ยังอยู่ในตลาดทั้งในแง่ของสถานะทางการตลาด และรูปแบบของผลิตภัณฑ์ เพราะว่าจีเอ็มซึ่งเป็นบริษัทแม่ของพวกเขา ปัดฝุ่นนำชื่อนี้มาใช้ในฐานะรถยนต์รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ GMC และเป็น SUV ร่างยักษ์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ไม่ใช่ Oil Burner เครื่องยนต์ใหญ่เหมือนกับสมัย H1 H2 แล H3


สำหรับครั้งนี้แม้ว่า Hummer จะกลับมา แต่ก็มาในฐานะชื่อรุ่น ไม่ใช่ชืไทย บา ค่า ร่า่อแบรนด์ โดยจะเป็นรุ่น Hummer EV ที่ทำตลาดภายใต้แบรนsa ทดลองเล่นฟรีด์รถยนต์เพื่อกาพาณิชย์อย่าง GMC แต่ทว่าในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์นั้นก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ Hummer เอาไว้ นั่นคือ กระจังหน้าขนาดใหญ่แบบ Slot Grille ตัวถังแบนและกว้างเหมือนกับ H1 พร้อมตัวถังในแบบปิกอัพแบบ 4 ประตูที่สามารถเปิดหลังคาได้


ในส่วนกำลังขับเคลื่อนของ Hummer ยุคใหม่มาจากการใช้ 3 มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังรวม 1,000 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 15,592 นิวตัน-เมตร หรือ 1,588 กก.-ม. เลยทีเดียว !!! ซึ่งจะทำให้รถปิกอัพไฟฟ้าที่ขับเคลื่อน 4 ล้อนี้ใช้เวลาประมาณ 3 วินาทีเพื่อทำความเร็วจาก 0-96 กม./ชม. ส่วนพลังงานที่ป้อนให้กับมอเตอร์มาจากแบตเตอรี Ultium ซึ่งให้ระยะการเดินทางได้สูงสุด 563 กิโลเมตร และด้วยการรองรับการชาร์จถึง 350 kW ของแบตเตอรีทำให้ใช้เวลาชาร์จ 10 นาทีก็สามารถเดินทางได้ 161 กิโลเมตร


GMC จะส่ง Hummer EV ออกขายในตลาดแน่นอนกับราคา 112,595 เหรียญสหรัฐฯ โดยจะเป็นรุ่น Edition 1 ที่มากับสมรรถนะจัดเต็ม จากนั้นค่อยเปิดตัวรุ่นราคาย่อเยาว์สำหรับคนที่ชอบ Hummer แต่ไม่ได้ต้องการสมรรถนะแบบบ้าเลือด


Mercedes-Benz S-Class : ถือเป็นไฮไลท์เด่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ของปีนี้ กับ S-Class รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 7 ของสายพันธุ์ สำหรับรุ่นนี้มีรหัสตัวถัง W223 ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของพื้นตัวถัง MRA เจนเนอเรชันที่ 2 ซึ่งมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบยึด 4 จุด และแบบมัลติลิงค์ที่ด้านหลัง โดยใช้ระบบช่วงล่างแบบถุงลม ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานซึ่งจะลดความสูงของตัวรถลงจากเดิมอีก 20 มิลลิเมตรเมื่อความเร็วเกิน 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อช่วยเพิ่มการทรงตัวในขณะแล่นด้วยความเร็วสูง


เครื่องยนต์ที่ทำตลาดมีให้เลือกทั้งแบบ 6 และ 8 สูบ โดยจะมีรุ่นใหม่อย่าง S580e ที่เป็นแบบ Plug-in Hybrid ซึ่งสามารถขับด้วย EV Mode ในระยะทาง 62 ไมล์ หรือ 100 กิโลเมตร โดยยุโรปจะมีเครื่องยนต์ที่ทำตลาด คือ S450, S500, S350d, S350d 4Matic และ S400d 4Matic ซึ่งรุ่น S450 และ S500 ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ 3,000 ซีซี แบบ Mild Hybrid และมีกำลังขับเคลื่อน 367 แรงม้า ที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที และ 435 แรงม้า ที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง 5.1 และ 4.9 วินาทีตามลำดับ


สิ่งที่อยู่ในห้องโดยสารนั้นอัดแน่นด้วยความหรูหราและความล้ำสมัย โดยตรงกลางแผงหน้าปัดมากับหน้าจอขนาด 12.8 นิ้วแบบ OLED ที่เป็นแบบทัชสกรีนเพื่อทำหน้าที่เป็นคอมมานด์เซ็นเตอร์ของระบบต่างๆ ในห้องโดยสาร และสามารถสั่งงานด้วยเสียงด้วยคำพูด ‘Hey Mercedes’ ไม่ว่าจะมาจากเบาะนั่งในตำแหน่งไหนในห้องโดยสาร ส่วนหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วจะทำหน้าที่เป็นแผงหน้าปัดที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ


Mazda BT-50 : เปิดตัวผ่าน Live ในออสเตรเลียเมื่อกลางปี ก่อนที่จะหอบหิ้วมาให้สื่อมวลชนไทยทดสอบกันในช่วงไม่กี่อาทิตย์ก่อนขึ้นปีใหม่ ต้องบอกว่านี่คือกระบะที่อยู่ในความสนใจของคนไทยอีกรุ่น และมาสด้าได้เปลี่ยนพันธมิตรในการพัฒนาจากฟอร์ดมาเป็นอีซูซุซึ่ง BT-50 ใหม่จะแชร์พื้นฐานทางวิศวกรรมของตัวรถร่วมกับ D-max รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวออกสู่ตลาดเมื่อปีที่แล้ว ยกเว้นในเรื่องการออกแบบที่มีการปรับหน้าตาให้ดูสวยทันสมัยภายใต้ปรัชญาและแนวคิดการออกแบบ ”โคโดะ” หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงามของมาสด้า “Kodo – Soul of Motion”


เครื่องยนต์ทีทำตลาดจะมี 2 รุ่นคือ เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 3,000 ซีซี เทอร์โบแปรผัน VGS พร้อมระบบคอมมอนเรลแรงดันสูงที่ฉีดเชื้อเพลิงที่แรงดันสูงสุดถึง 250 เมกะปาสกาล (MPa) ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาทีแรงบิดสูงสุด 45.8 กก.-ม. ที่ 1,600-2,60 0รอบ/นาที อัตราการบริโภคน้ำมัน 14.1 กม./ลิตร โดยมีการเคลือบฉนวนที่ลูกสูบและเกียร์ Double-scissors เพื่อช่วยลดเสียงรบกวน และ 4 สูบ 1,900 ซีซี เทอร์โบแปรผันกำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาทีแรงบิดสูงสุด 35.6 กก.-ม. ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที อัตราการบริโภคน้ำมัน 16.1 กม./ลิตร


อดใจรอกันได้เพราะบ้านเราเข้ามาขายแน่นอนประมาณเดือนมีนาคมปีนี้


Ford Bronco : ขณะที่บ้านเรา ผลผลิตที่ต่อเนื่องจาก Ranger คือ Everest แต่สำหรับตลาดอเมริกา พวกเขาแยกไลน์ใหม่ออกมาด้วยการนำชื่อของ Bronco ออฟโรดรุ่นดังในอดีตกลับมา และแชร์พื้นฐานกับปิกอัพรุ่นนี้ โดยมีการเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี 2020


Bronco มากับตัวถังสุดคลาสสิคทรงกล่องพร้อมหน้าตาที่ได้รับการปรับปรุงให้ดูทันสมัยจากรุ่นดั้งเดิม โดยตัวรถจะมีขายทั้งรุ่น 3 และ 5 ประตู ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ คุณสามารถแปลงร่างรถรุ่นนี้ให้เป็นตัวลุยพันธุ์แท้ได้ด้วยการถอดประตู หรือแผ่นหลังคาออกได้


เครื่องยนต์ที่ทำตลาดในช่วงแรกมี 2 รุ่นย่อย เริ่มจากรุ่นเครื่องยนต์ 4 สูบ 2,300 ซีซี ที่มีกำลัง 270 แรงม้า แรงบิด 42.7 กก.-ม. และรุ่นท็อป เครื่องยนต์วี6 2,700 ซีซี ที่มีกำลัง 310 แรงม้า แรงบิด 55.2 กก.-ม. ระบบส่งกำลังมีทั้งเกียร์ธรรมดา 7 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมี 2 รูปแบบให้เลือกสรร โดยรุ่นเริ่มต้นจะมีชุดเกียร์อิเลคโทรนิคชิฟท์ออนเดอะฟลายแบบ 2 สปีด ขณะที่รุ่นท็อปจะใช้ชุดส่งกำลังแบบกลไกผสมผสานไฟฟ้า พร้อมกับมีเกียร์ 4H แบบออนดีมานด์


Audi A3 Sportback& Sedan : Audi ขยับตลาดให้กับรถยนต์คอมแพ็กต์อย่าง A3 ด้วยการลุยตลาดครั้งใหม่ กับการเผยโฉมรุ่นใหม่ของตัวถังซีดานและสปอร์ตแบ็ค 5 ประตูออกสู่ตลาด โดยจะเริ่มจำหน่ายในยุโรปช่วงกลางปีนี้ พร้อมความสดใหม่รอบคัน โดยจะถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 ของรถยนต์รุ่นนี้


สำหรับรุ่นใหม่นี้จะเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 ของ A3 มากับรหัสตัวถัง 8Y โดยตอนแรกถูกวางคิวเอาไว้ว่าจะเปิดตัวในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2020 แต่เมื่องานถูกยกเลิกก็เลยต้องปล่อยเฉพาะข่าวและเตรียมวางขายในช่วงกลางปีนี้ และใช้พื้นตัวถัง MQB ของเครือ Volkswagen แบบเดียวกับรถยนต์ในเครือ เช่น Volk Golf รุ่นใหม่ Mk8 SEAT Leon MK4 และ Skoda Octavia MK4


ทางเลือกของเครื่องยนต์มี 3 รุ่นคือ เบนซิน TFSI บนพื้นฐานของ 4 สูบ 1,500 ซีซี เทอร์โบที่มีกำลัง 150 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.5 กก.-ม. ที่ 1,500-3,000 รอบ/นาที มีความเร็วสูงสุด 224 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลา 8.4 วินาทีสำหรับ 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะหรืออัตโนมัติ 7 จังหวะ โดยในรุ่นเบนซินจะมีทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการความประหยัดกับการปรับสเป็กเป็น Mild Hybrid พร้อมระบบไฟฟ้า 48 โวลต์


ส่วนเทอร์โบดีเซล 4 สูบ 2,000 ซีซี มี 2 กำลังขับเคลื่อน คือ 116 แรงม้า ที่ 2,750-4,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.6 กก.-ม. ที่ 1,600-2,500 รอบ/นาที ส่วนอีกรุ่นมีกำลัง 150 แรงม้า ที่ 3,000-4,200 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 36.7 กก.-ม. ที่ 1,600-2,750 รอบ/นาที


เริ่มทำตลาดแล้ว โดยราคาเริ่มต้นของ A3 ใหม่จะอยู่ที่ 20,300 ยูโรในเยอรมนี หรือ 710,000 บาทแบบยังไม่รวมภาษีนำเข้า


Subaru BRZ : ในที่สุดเจนเนอเรชั่นที่ 2 ของ BRZ ก็เปิดตัวออกมาแล้วกับความเป็นสปอร์ต GT เครื่องยนต์วางด้านหน้าพร้อมขุมพลัง Boxer พร้อมตัวรถปรับปรุงเพิ่มความแข็งแกร่งในส่วนของแชสซีส์ รวมทั้งเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งนอกจากจุดเด่นเหล่านี้แล้ว ทางผู้ผลิตยังระบุว่าเน้นไปที่การสร้างรถให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ น้ำหนักเบา และมีการควบคุมที่เฉียบคมเป็นพิเศษ


มาพร้อมกับการใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2,400 ซีซีแบบ NA ที่ถือเป็นเครื่องยนต์ใหม่ มีกำลังสูงสุดที่ 228 แรงม้าที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.4 กก.-ม. ที่ 3,700 รอบ/นาที ซึ่งแม้ว่าตัวเลขแรงม้าจะเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าไม่มากนัก แต่แรงบิดในรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ โดยทางผู้ผลิตระบุว่าเครื่องยนต์ที่มีส่วนช่วยให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำจะทำงานร่วมกับเกียร์แมนนวล 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเพื่อส่งกำลังสู่ล้อ ซึ่งในโหมดสปอร์ตใหม่จะให้การเปลี่ยนเกียร์ที่เร็วขึ้น และมีเฟืองท้าย Limited-slip Differential เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน




  • MGR ONLINE
  • MGR MOTORING

<!–

    –>
    <!–

–>

- END -

19
0
   

กินอยู่อย่างไรให้หslotxo joker เครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก่างไกลพยาธิตัวตืด-เว็บไซต์บาคาร่า

หลายท่านเกิดข้อสงสัยว่า คนที่เป็นโรคพยาธิตัวตืดเกิดขึ้นได้อย่างไร และไม่อยากให้คนในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีวิธีการดูแลตัวเอง หรือป้องกันจากโรคนี้ได้อย่างไร มีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝาก