โควิด-19 รัสเซีย น รู เล็ ต คือแอ พ อะไร ฟังเสียง ไฮโล ได้ พ่นพิษอุตสาหกรรมรถทั่วโลกอ่วม-เว็บไซต์บาคาร่า

2021.01.04 -


2020 น่าจะเรียกว่าเป็นปีที่สาหัสสำหรับทุกอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนของตลาดรถยนต์เองนั้น เรียกว่าหนักหนาเอาเรื่องเลยทีเดียว เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้ยอดขายรถยนต์ลดลงทั่วโลก โรงงานผลิตหลายแห่งถูกปิดตัวลง เช่นเดียวกับการยกเลิกจัดงานมอเตอร์โชว์ระดับชั้นแนวหน้าของโลกในทุกรายการเลยทีเดียว ไม่น่าแปลกใจที่ในปีนี้ ข่าวที่เกิดขึ้นอาจจะออกแนวที่มีเรื่องร้ายๆ และผลกระทบในเชิงลบที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ออกมาให้รับทราบอย่างต่อเนื่อง


มาดูกันว่าในช่วงปีนี้มีข่าวอะไรบ้างที่น่าสนใจ และเราได้หยิบยก 8 ข่าวที่ดูแล้วมีความน่าสนใจ ที่ได้เกิดขึ้นในช่วงปี 2020 มาฝากกัน


1.การยกเลิกจัดงานมอเตอร์โชว์ทั่วโลก  

ในปี 2020 เป็นที่เป็นเลขคู่ ดังนั้นคิวงานมอเตอร์โชว์ในปีนี้ ก็จะไล่เรียงลำดับตามนี้คือ Geneva Motorshow New York Motorshow Beijing Motorshow Detroit Motorshow Paris Motorshow และ L.A Motorshow ซึ่งในที่สุดแล้วทุกที่ถูกยกเลิกหมด ไม่เว้นแม้แต่ Geneva Motorshow ที่ในตอนแรกดูเหมือนว่าจะรอดเพราะว่าอยู่ในช่วงแรกเริ่มของการระบาด เนื่องจากมีคิวจัดงานในช่วงต้นเดือนมีนาคม แต่สุดท้าย โควิด-19 ที่หลุดออกมาจากอู๋ฮั่นเมื่อปลายเดือนมกราคมกลับมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและทำให้รัฐบาลสวิสส์ต้องออกกฎคุมเข้มจนทำให้บรรดางานแฟร์ทั้งหลายที่อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิตโดนยกทั้งหมด


เช่นเดียวกับ Detroit Motorshow ที่ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกย้ายวันจัดงานจากเดือนมกราคมมาเป็นมิถุนายน เพราะต้องการหนีหนาวและอยากให้งานสามารถทำกำไรได้มากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ก็ไม่ดีขึ้น และทำให้ทีมผู้จัดต้องยกเลิกการจัดงานไปแทน และสุดท้ายในปี 2021 ก็ประกาศว่าจะจัดในช่วงเดือนกันยายน 2021


2.Online Event ทางออกหรือทางเลือกใหม่สำหรับยุคหน้า ? 

เมื่องานทั้งหลายถูกยก แต่แบรนด์ยังต้องเดินหน้าในการทำงานต่อไปในเรื่องของการเปิดตัวรถใหม่ ฯลฯ ภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 และทุกคนต้องปฏิบัติตัวตามกฏ Social Distancing รวมถึงการที่เราไม่สามารถเดินทางข้ามไปหากันได้เหมือนเมื่อก่อนสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การใช้เครื่องมือต่างๆ ในการเข้าถึง โดยเฉพาะพวก Application ที่เป็น Conference สำหรับใช้ในการประชุมหรือถ่ายทอดสด และหลายแบรนด์ เช่น ฮอนด้า นิสสัน มาสด้า และ โตโยต้า ต่างมีการ Live เพื่อถ่ายทอดสดการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นไฮไลท์ของตัวเองในช่วงนี้ออกมากันอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าเครื่องมือตรงนี้ก็ยังจะเป็นแพล็ตฟอร์มหลักในการใช้ทำงานเพื่อเข้าถึงนักข่าวและแฟนๆ ทั่วโลกอีกต่อไปสักRoyal Online 69ระยะ ตราบใดที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น หรือคนทั่วโลกยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน


3.ไลน์ผลิตปิด เปลี่ยนจากผลิตรถมาผลิตเครื่องมือสู้โควิด-19

การล็อกดาวน์ และยอดขายที่ลดลง ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งต้องหยุดทำงาน และเป็นครั้งแรกนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เราได้เห็นโรงงานเหล่านี้ถูกแปรสภาพเป็นไลน์ผลิตสำหรับผลิตเครื่องมือเพื่อใช้ในการทำสงคราม แต่ครั้งนี้เป็นสงครามระหว่างมนุษย์กับไวรัส

ฟอร์ด จีเอ็ม เฟอร์รารี่ หรือแม้แต่ ลัมโบร์กินี ได้เดินหน้าลุยตรงนี้ เช่นฟอร์ดปรับไลน์ผลิตของตัวเองที่โรงงานในพลีมัธ มลรัฐมิชิแกน เพื่อทำการผลิต Face Shield เพื่อป้องกันใบหน้ามากกว่า 3 ล้านชุดในการส่งให้กับหน่วยทีมแพทย์ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับการผลิตหมวกคลุมป้องกันเชื้อโรค หรือ Gown ที่ผลิตจากถุงลมนิรภัยเพื่อสนับสนุนทีมแพทย์ที่ต้องทำงานบนพื้นที่เสี่ยง

เฟอร์รารี่ ผลิตตัวปรับอากาศ หรือ Air Respirator Valve สำหรับใช้กับชุดควบคุมโรคที่ได้รับการผลิตและออกแบบโดยทีมงานของค่ายม้าป่าลำพองที่ Maranello ขณะที่ลัมโบร์กินี ก็ผลิตหน้ากากอนามัยที่ในช่วงนั้นอยู่ในสภาพขาดแคลน


4. เทสล่า 3  ขึ้นท็อปรถขายดีอังกฤษ อานิสงส์จากโควิด-19

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า New Normal ขึ้นมาหลายอย่าง เช่นเดียวกับตารางยอดขายรถยนต์ขายดี หรือ Top Selling อีกด้วย เมื่อมีการรายงานว่าในประเทศอังกฤษ เทสล่า 3 กลายเป็นรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของเกาะอังกฤษในเดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีรถยนต์พลังไฟฟ้าหรือ EV ขึ้นมาเป็นหมายเลข 1

ประเด็นคือ ในแง่ของภาพรวมตลาดนั้น ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศอังกฤษมียอดขายรถยนต์เพียง 4,321 คัน ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1946 และมียอดขายลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเกือบ 97% โดย เทสล่าขาย Model 3 ได้ 658 คัน และที่น่าสนใจคือใน 2 อันดับแรกของรถยนต์ขายดีนั้น เป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าทั้งนั้น นั่นคือ อันดับ 2 จากัวร์ i-Pace ขายได้ 367 คัน แต่จะเป็น 3 รุ่นเมื่อดูในกลุ่ม Top 10 เพราะว่ามี นิสสัน LEAF ติดรวมอยู่ด้วย กับยอดขาย 72 คัน

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกไม่เฉพาะในเรื่องของการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของการขายด้วย เพราะนอกจากพื้นที่จำหน่ายแบบ Offline ที่เป็นโชว์รูมจะถูกปิดตามมาตรการการล็อกดาวน์ของแต่ละประเทศแล้ว บรรดาผู้คนทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากการตกงานและการลดเงินเดือน จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการที่จะซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิตช่วงนี้


5.นิสสัน กับการปิด 2 โรงงาน 

สำหรับ นิสสันที่ผ่านมาการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในสภาพที่เกิดขึ้นถือว่าไม่ต่างจากทุกแบรนด์ในแง่ของรูปแบบของการดำเนินการ ในเมื่อโรงงานไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ และปริมาณยอดซื้อของรถยนต์ทั่วโลกหดตัวชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นโรงงานหลายแห่งทั่วโลกของพวกเขาจำเป็นต้องยุติการผลิตอย่างไม่มีกำหนด เช่นเดียวกับการย้ายฐานการผลิตจากประเทศหนึ่งมายังอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ การย้ายฐานการผลิตรถยนต์จากอินโดนีเซียมาที่ประเทศไทย

‘เราพิจารณาอย่างดีแล้วถึงเรื่องการปิดโรงงานที่อินโดนีเซีย’ Makoto Uchida ซีอีโอของ นิสสันกล่าว ‘การผลิตรถยนต์สำหรับภูมิภาคนี้จะอยู่ที่ประเทศไทย สำหรับตลาดยุโรปตะวันตก เราจะยังคงการผลิตที่โรงงานในซันเดอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษเอาไว้เพราะผลิตรถยนต์รุ่นหลักๆ ของเราในตลาดแห่งนี้’

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ซันเดอร์แลนด์ซึ่งมีคนงานอยู่ราวๆ 6,000 คนและมีกำลังการผลิตรถยนต์ต่อปีอยู่ที่ 440,000 คัน เพราะนิสสัน เผยถึงความต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานเมื่อโรงงานเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้ หรือมีนัยยะหมายถึงการลดขนาดลงเพื่อให้ค่าใช้จ่ายลงตามแผนหลัก ที่คาดว่าจะต้องลดต้นทุนลงถึง 2.3 พันล้านยูโร


ตรงนี้ทำให้เกิดข่าวร้ายสำหรับชาวบาร์เซโลน่า เพราะนิสสันสั่งปิดโรงงานที่นี่เป็นแห่งต่อมาและทำให้คนงานราว 3,000 คนต้องตกงาน หรือมากถึง 20,000 คน ถ้ารวมทั้งระบบการผลิตในส่วนของชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์ที่จะต้องส่งให้กับนิสสันจนนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ โดยการปิดโรงงานที่สเปนทำให้นิสสันไม่เหลือสายการผลิตที่อยู่ในประเทศในกลุ่ม EU เลย อีกทั้งยังมีการประเมินอีกว่า การสั่งปิดและย้ายฐานการผลิตน่าจะมีขึ้นอีกหลังจากนั้น หากพวกเขาต้องเดินหน้าตามแผนการลดต้นทุนให้สsbobet ผลบอลสดอดคล้องกับตัวเลขที่ต้องการ

ทั้งหมดเป็นผลกระทบมาจาก โควิด-19 ที่ทำให้ตลาดรถยนต์ทั่วโลกของนิสสัน ลดลงถึง 62% ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยมียอดขายเพียงแค่ 150,388 คันเท่านั้น (ขณะที่ตลาดรถยนต์ทั่วโลกลดลง 42%) อีกทั้งจากการเปิดเผยผลประกอบการในรอบปีธุรกิจที่ผ่านมา นิสสันต้องประสบปัญหาขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีด้วยตัวเลขขาดทุนมากกว่า 40.5 พันล้านเยนหรือราวๆ 5.6 พันล้านยูโร ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องปรับตัวใหม่ทั้งในเรื่องขององค์กรและกำลังการผลิตทั่วโลก


6.คาดการณ์ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกหดตัว 

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ต่อตลาดรถยนต์ทั่วโลกค่อนข้างรุนแรง และเป็นวงกว้าง เพราะการทำร้ายไม่เฉพาะร่างกายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อเนื่องไปยังเรื่องต่างๆ อีก เพราะคนต้องตกงาน ธุรกิจหยุดชะงัก และผลที่ตามมาคือ กำลังซื้อหดหาย

ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนในโลกก็ตาม เราพอจะมองภาพออกได้อยู่แล้วว่าวงจรในการทำลายล้างของโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจนั้นแทบไม่ต่างกัน แต่ภาพรวมของตลาดรถยนต์ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันแบบเต็มๆ และอย่างถ้วนหน้า ชนิดที่ว่ามีการประเมินจากตัวเลขยอดขายของครึ่งแรกในปี 2020 แล้วเชื่อว่าตลาดรถยนต์ในปี 2020 ในแต่ละประเทศน่าจะหดตัวในระดับเลข 2 หลักกันเลยทีเดียว


มีการประเมินว่าหลังจบปีนี้ ตลาดรถยนต์ทั่วโลกน่าจะต้องหดตัวกันอย่างแน่นอน เพราะจากตัวเลขในช่วงครึ่งแรกของปีที่ออกมานั้น พอจะประเมินได้ลางๆ แล้วว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร อีกทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะสงบหรือดีขึ้นจากช่วงต้นปีสักเท่าไร อย่างตลาดรถยนต์เบอร์ 2 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาถือว่า 2020 เป็นปีที่หินเอาเรื่องสำหรับพวกเขา เพราะที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดและสถานการณ์ของโควิด-19 ในประเทศยังไม่ดีขึ้น กับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน

ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เกือบทุกแบรนด์มียอดขายในตลาดอเมริกาเหนือลดลงกันถ้วนหน้าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่าง โตโยต้า ซึ่งมียอดขายสูงสุดในไตรมาสนี้ด้วยตัวเลข 411,035 คัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 ตัวเลขกลับลดลงถึง 33% เลยทีเดียว

สำหรับตลาดยุโรป สมาพันธ์ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรป หรือ European Automobile Manufacturers’ Association (ACEA) ได้ประเมินว่าตัวเลขยอดขายรถยนต์ในปี 2020 น่าจะลดลงราวๆ 25% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2019 นั่นหมายความว่ายอดขายในปี 2020 น่าจะอยู่ราวๆ 9.6 ล้านคันโดยหล่นจากตัวเลขเดิมคือ 12.8 ล้านคันในปี 2019 และถือเป็นตัวเลขยอดขายรถยนต์ต่อปีที่ต่ำที่สุดนับจากปี 2013 เป็นต้นมาซึ่งในตอนนั้นตลาดยุโรปมียอดขายรถยนต์ลดลง 6 ปีติดต่อกันอันเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008-2009


7.ธุรกิจใหม่รับยุค EV  จับรถคลาสสิคมาทำรถไฟฟ้า 

อย่างที่ทราบกันดีว่า หลังปี 2020 เป็นต้นไปจะถือเป็นยุคที่รถยนต์ไฟฟ้าเบ่งบาน และปริมาณรถยนต์ประเภทนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีเรื่องของกฎข้อบังคับและมาตรการของทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานไอเสีย หรือการห้ามรถเก่าที่มีมลพิษเข้าในเขตเมืองบางส่วน เข้ามาเป็นตัวเร่งในการเติบโตของตลาด และทำให้เครื่องยนต์สันดาปภายในเริ่มโดนลดบทบาทลง

ส่วนของรถยนต์ทั่วไปคงไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่อะไร เพราะส่วนใหญ่แล้วรถยนต์พวกนี้ถูกหมุนเวียนและเปลี่ยนไปมาตามวงรอบของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางที่ถูกเลือกให้บรรดาผู้ซื้อต้องเดินไป พวกเขาก็จะต้องไปทางนั้นเมื่อต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ แต่สำหรับพวกรถยนต์สะสมและบรรดารถยนต์คลาสสิคนี่แหละ ตรงนี้คือ ปัญหาใหญ่เอาเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะว่าที่ผ่านมา เราได้เห็นบรรดาบริษัทเกิดใหม่ที่ผุดไอเดียในการแปลงรถยนต์คลาสสิคเหล่านี้ให้หันมาขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้จนกลายเป็นธุรกิจใหม่ขึ้นมา

เคสล่าสุดคือ เรื่องของ Rolls-Royce Silver Cloud ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ขายในช่วงทศวรรษที่ 1950 ที่ถูกดัดแปลงโดยบริษัทที่ชื่อว่า Lunaz ในอังกฤษ ซึ่งบริษัทแห่งนี้ถือเป็นทางออกสำหรับคนที่รักความคลาสสิค แต่ก็ต้องการใช้งานพวกมันด้วย ไม่ใช่จอดโชว์อยู่แต่ในบ้าน


สำหรับ Lunaz เองนั้นก่อตั้งโดย Jon Hilton-Lunaz ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของทีมแข่ง F1 จากค่าย Renault โดยมีเป้าหมายในการมอบหัวใจดวงใหม่ให้กับบรรดารถยนต์คลาสสิคราคาแพงด้วยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่มาเป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และมีการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้าไป เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้ในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎข้อบังคับทางด้านมลพิษของภาครัฐ

แน่นอนว่างานนี้ไม่ใช่แค่ยกเครื่องออกและใส่มอเตอร์ไฟฟ้าลงไปใหม่ เพราะต้องถือว่าเป็นงานบูรณะรถยนต์คลาสสิคครั้งใหญ่เลย ตัวรถจะต้องถูกรื้อออกและเหมือนกับสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะต้องมีการติดตั้งชุกขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าทั้งมอเตอร์และแบตเตอรี่สำหรับเก็บกระแสไฟฟ้า รวมถึงการปรับปรุงระบบเบรก คันเร่ง และพวงมาลัยให้สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นตัวรถยังมีทั้งระบบป้องกันการลื่นไถล ระบบครูสคอนโทรล และระบบชาร์จเร็ว รวมถึงระบบนำทางด้วยดาวเทียมและ Wi-Fi ติดตั้งอยู่ในรถ

ค่าตัวของรถยนต์คลาสสิคแบบพลัง EV นั้นถือว่าไม่ธรรมดา อย่าง Silver Cloud จะมีราคาเริ่มต้นที่ 350,000 ปอนด์ และ Phantom เริ่มต้นที่ 500,000 ปอนด์ ซึ่งในเรื่องของการใช้นั้นก็ไม่ต้องห่วง เพราะว่าอยู่ในพิสัยที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน อย่าง Silver Cloud ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 120 kWh สามารถแล่นทำระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้งได้ที่ 483 กิโลเมตร


ในตลาดยุโรป ธุรกิจนี้เกิดขึ้นมาสักพักและเราก็ได้เห็นผลงานการดัดแปลงบรรดารถยนต์คลาสสิคให้สามารถใช้ไฟฟ้ากันหลายต่อหลายรุ่น แต่ส่วนใหญ่ก็จำกัดแค่รถยนต์ที่มีราคาไม่แพง และเป็นรถยนต์ทั่วไป เพื่อเป็นการลองทดสอบการใช้งานก่อนที่จะเปิดเป็นธุรกิจอย่างจริงจังสำหรับรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่รักความคลาสสิค และต้องการใช้งานต่อไป

ทางด้านแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์เองนั้น ก็มองเห็นช่องทางนี้เช่นกัน และที่มีขยับตัวออกมาแล้วคือ โฟล์กสวาเกน ที่พวกเขาดัดแปลง Beetle รุ่นแรกในปี 2019 เพื่อให้สามารถใช้โมดุลชุดใหม่ที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าและแพ็คแบตเตอรี่แบบติดตั้งอยู่ที่ด้านท้ายตัวรถ และถ้าทำได้ ลองคิดดูว่าจะสร้างรายได้มหาศาลขนาดไหนกับปริมาณ Volk Beetle ที่ผลิตขายทั่วโลกรวมแล้วมากกว่า 23 ล้านคัน ซึ่งขอแค่ครึ่งเดียวก็เป็นปริมาณที่เยอะจนน่าสนใจจะเปิดธุรกิจใหม่แล้ว

ส่วนฝั่งอังกฤษ คือ แอสตัน มาร์ติน กับโปรแกรมที่เรียกว่า Heritage EV ที่เปิดตัวต้นแบบมาเมื่อปี 2018 ซึ่งตอนนั้นพวกเขาดัดแปลงรถสปอร์ตเปิดประทุนรุ่น DB6 Mk II Volante รุ่นปี 1970 ให้สามารถใช้ชุดขับเคลื่อนและแพ็คแบตเตอรี่ของระบบที่จะใช้กับรถยนต์รุ่น Rapide E เช่นเดียวกับจากัวร์ ที่เคยเปิดตัว e-Type EV ออกมาและถูกใช้ในการเดินทางออกจากงานเลี้ยงหลังพระราชพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายเฮนรี่และเมแกน มาร์เคิลเมื่อปี 2018

โดยทั้ง 2 โปรเจ็กต์นี้เกิดขึ้นจากการหาทางออกเพื่อรับมือกับประกาศของรัฐบาลอังกฤษที่จะแบนการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในในปี 2040 ซึ่งแน่นอนว่ารถยนต์คลาสสิคทั้งหลายจะได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ ถ้ายังคิดที่จะออกมาโลดแล่นบนท้องถนน


8.ความแรงของ เทสล่า 

ในช่วงต้นปี 2020 เทสล่า ถูกวางให้เป็นเบอร์ 2 ของบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด ด้วยตัวเลข 5.05 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ที่น่าสนใจคือ เพียงแค่หลังจากนั้นเทสล่า สามารถแซงหน้าโตโยต้า ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ได้ด้วยมูลค่าบริษัทในระดับ 5.88 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมราคาหุ้นที่แตะ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น

ไม่มีใครแปลกใจในสิ่งนี้ เพราะที่ผ่านมาเทสล่า แสดงให้เห็นแล้วว่าวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้านั้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเป็นสิ่งที่จะเป็นจริงในอนาคต และใช้เวลาเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้นในการสร้างตัวเองขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในโลกรถยนต์ในแง่ของมูลค่าบริษัท

นอกจากนั้นเทสล่า ยังสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่องรวมแล้ว 4 ไตรมาสติดต่อกันเป็นครั้งแรกของบริษัท โดยในไตรสมาสล่าสุดของปี 2020 นั้น บริษัทมีผลกำไรอยู่ในระดับ 104 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่บริษัทรถยนต์รายอื่นๆ ต่างเจอกับผลประกอบการที่ขาดทุนเพราะการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี

ส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่ทำให้ผลประกอบการของเทสล่าเป็นตัวดำชนิดที่สวนทางกับคู่แข่งในตลาด คือ พวกเขามียอดขายรถยนต์ที่ต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมยังมีความสามารถในการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าได้ โดยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เทสล่าส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าไปมากถึง 90,650 คัน บวกกับในช่วงไตรมาสแรกของปีก็ส่งไป 88,000 คัน ซึ่งช่วยให้บริษัทมีรายได้คงที่โดยมีรายได้เข้าสู่บริษัทในช่วงไตรมาสที่ 2 ถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บวกกับอีก 370 ล้านเหรียญสหรัฐฯจากธุรกิจเกี่ยวกับแบตเตอรี่ และอีก 480 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในส่วนของเซอร์วิสตรงนี้ถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเทสล่าในช่วงปี 2020 และเชื่อว่าเมื่อถึงปลายปี ยอดขายรถยนต์ของ เทสล่า น่าจะถึงระดับ 500,000 คันตามที่ Musk ได้ประกาศเอาไว้เมื่อต้นปี


อย่างไรก็ตาม เมื่อกางดูตัวเลขของผลกำไรและขาดทุนของเทสล่านับจากปี 2015 แล้วจะพบว่าพวกเขายังมีผลประกอบการแบบขึ้นๆ ลงๆ ชนิดขาดทุนมากกว่ากำไร และนักลงทุนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้เท่าไร เพราะแม้ว่าจะยังขาดทุน แต่แนวโน้มและทิศทางของสถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พูดง่ายๆ คือ ขาดทุนน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาเริ่มทำกำไรได้อย่างคงที่แล้ว

นอกจากนี้ ด้วยสิ่งที่ทำและทิศทางที่พวกเขากำลังเดินไปเป็นเรื่องของอนาคตที่มีแต่จะเติบโต แถมตลาดยังมองไปข้างหน้าว่าเทรนด์ต่อจากนี้ โลกจะดำเนินเข้าสู่รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า และน่าจะไม่มีวันย้อนกลับมาจุดเดิม นั่นหมายความว่า ตลาดกำลังให้มูลค่าสูงมากกับบริษัทที่เน้นผลิตรถที่ใช้ไฟฟ้า และกำลังให้มูลค่าต่ำมากกับบริษัทที่เน้นผลิตรถที่ใช้น้ำมัน จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายบริษัทรถยนต์ถึงหันมาลุยรถยนต์ไฟฟ้า และบางราย เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ประกาศแล้วว่า จะเลิกพัฒนาเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในและหันมาโฟกัสที่รถยนต์ไฟฟ้าแทน


  • MGR ONLINE
  • MGR MOTORING

<!–

    –>
    <!–

–>

- END -

21
0
   

NTT เตรียมตั้งซีอีโอใหม่ดูแลตลาด 73 ประเทศทั่วโลกบาคาร่าฟรีเครดิต-เว็บไซต์บาคาร่า

NTT ผู้ให้บริการเทคโนโลยีไอซีที ประกาศแต่งตั้ง Abhijit Dubey ขึ้นสืบทอดตำแหน่งต่อจาก Jason Goodall เป็น Global Chief Executive Officer ของ NTT ดูแลตลาด 73 ประเทศทั่วโลก มุ่งมั่นนำโซลูชันช่วยทรานฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลJason Goodall G