นักวิชาการชี้หนี้ ‘บิ๊กตู่’ กู้ให้คนรุ่นใหม่ใช้แทน แนะทางรอดขึ้นภาษี ‘คนรวย’ มาช่วยจ่าย!

2020.12.13 -


คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้มาตรการกระตุ้น ศก. ‘บิ๊กตู่’ โดยเฉพาะ ‘คนละครึ่ง’ โดนใจชาวบ้านมากที่สุด แต่ควรแจงให้ ‘คนไทย’ รู้ความจริงว่าคนรุ่นใหม่ต้องแบกรับภาระหนี้ไว้คนละเท่าไหร่-นานแค่ไหน แนะต้องปรับโครงสร้างรายได้ประเทศเพื่อใช้หนี้เงินกู้-ปั้นโครงการหาเสียง อีกทั้งต้องกล้าแตะ ‘นายทุน’ ที่ได้ผลประโยชน์มาหลายสิบปี ขึ้นภาษีทางตรงซึ่ง ‘คนรวย’ หมดสิทธิผลักภาระไปให้คนจนเหมือนการขึ้น VAT แนะถึงเวลาแล้วที่ ‘เศรษฐี’ เพียง 1% ของประชากรต้องเสียสละเพื่อคนในชาติ!

มาตรการ ‘คนละครึ่ง’ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลานี้เป็นที่ถูกอกถูกใจประชาชน บรรดาร้านค้ารายย่อย หาบเร่แผงลอยต่างชื่นชม และอยากให้มาตรการนี้คงอยู่ตลอดไป เพราะเมื่อเทียบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ออกมานั้น มั่นใจได้ว่า ‘คนละครึ่ง’ เข้าถึงระดับชาวบ้านจริงๆ และทำให้พวกเขามีชีวิตที่พอจะอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้

“คนละครึ่ง’ ที่รัฐบาลให้คนละ 3,000 บาทจึงมีแต่เสียงแซ่ซ้อง มีการบอกปากต่อปากชักชวนกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายบรรดาร้านค้ารายย่อย และแม่ค้าในตลาดให้ไปลงทะเบียนใช้สิทธิ ‘คนละครึ่ง’ ว่าดีอย่างไร ใครยังไม่ได้ลงต้องรีบไปลงเพื่อประโยชน์และประหยัดเงินในกระเป๋าได้ดีที่สุด
ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะขยายสิทธิและเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเพิ่มเติมอีกกี่ครั้งก็มีผู้ลงทะเบียนครบจำนวนอย่างรวดเร็ว

เช่น รอบล่าสุดวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา เปิดรับจำนวน 722,598 สิทธิ และให้เริ่มได้ตั้งแต่ 06.00 น. ผ่านเว็บไซต์ www.ค
นละครึ่ง.com ซึ่งเวลาผ่านไปไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็เต็มแล้ว!


ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่รัฐบาลออกมาช่วยหลังวิกฤตโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นแจกคนละ 5 พันบาท เป็นเวลา 3 เดือน ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนที่ควรได้กลับไม่ได้ หรือมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศก็ยังไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร ขณะที่มาตรการช้อปดีมีคืน ให้ประชาชนซื้อสินค้ากับร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและให้ผู้ซื้อขอใบกำกับภาษีไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทก็ตาม ดูเหมือนว่าทุกมาตรการที่ออกมานั้นจะเป็นการเอื้อกลุ่มทุนและไม่ได้เป็นการช่วย ‘ชาวบ้าน’ ให้ประคองชีวิตอยู่ได้เหมือนกับ ‘คนละครึ่ง’

แต่ทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมานั้น นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ก็ยังมีความกังวลเช่นกันว่านโยบาย ‘แจก’ เช่นนี้จะสร้างภาระให้ประชาชนในอนาคตอย่างไรบ้าง!

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ซึ่งมีส่วนในการทำนโยบายด้านเศรษฐกิจมาแล้วหลายรัฐบาล และคร่ำหวอดอยู่กับภาคแรงงาน รวมทั้งเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการปราศรัยบนเวที กปปส. บอกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมา โดยเฉพาะมาตรการ ‘คนละครึ่ง’ ถ้ามองในแง่ดี ทำให้เกิดการกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับชาวบ้านได้ดีพอสมควร แต่รัฐบาลก็ต้องคิดต่อไปว่าจะทำโครงการนี้ยาวนานแค่ไหน

“นี่คือนโยบายแจกเงินที่ทุกรัฐบาลก็ทำกันมาตลอด เพียงแต่จะพลิกแพลงการแจกรูปแบบไหน เราจะไม่พูดว่ามาตรการนี้ดีหรือไม่ดี แต่รัฐบาลต้องคิดให้ออกระยะยาวจะทำอย่างไร เพราะเงินที่นำมาใช้มาจากไหน”

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการเพราะงบประมาณที่นำมาใช้นั้นเกี่ยวข้องกับโครงการเงินกู้ ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะใช้คืนเงินกู้ได้อย่างไร และรัฐบาลจะหารายได้มาได้อย่างไร

“รัฐจะหารายได้จากไหน เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งหมดไม่มีการปรับ คนรุ่นใหม่ที่กำลังชุมนุมกันอยู่ และที่ไม่ได้ชุมนุมก็คือบุคคลที่จะต้องมาใช้หนี้ที่กำลังเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลและประชาชนอยู่กับเหตุการณ์เฉพาะหน้าตลอด ไม่ได้คิดถึงระยะยาว จะจัดการกันอย่างไร”

โดยรัฐบาลต้องมีมาตรการชัดเจนที่ต้องมีวิธีการปรับรายได้ให้มีเสถียรภาพ ด้วยการกำหนดนโยบายรายได้แห่งชาติให้มีการปรับรายได้ทุกปี โดยไม่ต้องให้มีการเดินขบวนเรียกร้อง โดยเฉพาะถ้าบริษัทใหญ่ๆ จะต้องปรับตามภาวะเงินเฟ้อจะบวกเท่าไหร่ ก็กำหนดไว้ และบริษัทขนาดกลางก็อาจบวกน้อยลงตามลำดับ

“วิธีการนี้ก็เหมือนนโยบายแบงก์ชาติในการคิดอัตราดอกเบี้ยก็จะมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่า บวกเท่าไหร่”

เมื่อรัฐบาลกำหนดหลักการนี้จะส่งผลดีเพราะทำให้ลูกจ้างมีเสถียรภาพของรายได้ เพราะเมื่อมีรายได้ ก็จะมีกำลังซื้อ ซึ่งจะเป็นตัวพยุงตลาดภายในประเทศให้มีความเสถียรของรายได้ และบริษัทต่างๆ จะต้องปฏิบัติตาม โดยรัฐบาลต้องมีมาตรการจูงใจทางภาษีหรือมาตรการอื่นๆ ให้แก่นักลงทุนเพื่อที่บริษัทจะได้ปฏิบัติตามในเรื่องของการปรับอัตราค่าจ้างอย่างถูกต้องและเป็นธรรม


ในส่วนเงินกู้ประมาณ 3 ล้านล้านบาท เป็นการก่อหนี้ใหม่จำนวน 1.64 ล้านล้านบาท และการก่อหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เก่าที่ครบอายุอีก 1.27 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้ภายในประเทศทั้งสิ้น

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ระบุว่า นโยบายที่รัฐออกมานั้นไม่ใช่ไม่ถูกต้องแต่อยากจะเปรียบให้สังคมได้เห็นก็คือ เมื่อเรากำลังปวดหัว และตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกในสมอง ก็กินยาแก้ปวดซึ่งจำเป็นต้องกินเพราะว่าเราปวดหัว แต่ถามว่าเนื้องอกในสมองจะหายไปได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่หายไปหรอก แต่การกินยาแก้ปวดหัวซึ่งจำเป็นต้องกินก็เป็นเพียงการบรรเทาปวดเท่านั้น

“วิธีคิดของคนพวกนี้กลับคิดว่า เดี๋ยวหมดวาระก็ไม่อยู่แล้ว เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสางปัญหาหนี้เงินกู้และโครงสร้างกันต่อไป ตรงนี้ไง ก็เป็นประเด็นสำคัญที่เด็กๆ ออกมาประท้วงเพราะเขาต้องแบกภาระใช้หนี้ในอนาคต”

อย่างไรก็ดี นโยบายต่างๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลทำอยู่นั้น ควรจะต้องทำควบคู่กันไปกับการปรับโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งอาจจะกระทบนายทุน คนรวยบ้าง ก็ต้องยอมเสียสละเพื่อช่วยให้โครงสร้างเศรษฐกิจประเทศดีขึ้น

“ถ้าเราต้องการให้เศรษฐกิจประเทศรอดอย่างถาวรต้องเตรียมขั้นตอนต่างๆ ให้พร้อม ก็เหมือนที่เรามีเนื้องอกในสมอง รอเวลาผ่าตัดก็ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ให้ดีก่อนที่จะลงมือผ่าตัดเช่นกัน”

สำหรับการปรับโครงสร้างของชาติต้องทำทั้งภายในและภายนอก โดยจะต้องมีการปรับสมดุลระหว่างเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน คือเรื่องการบริโภคของลูกจ้างเป็นหลักและเกษตรกรเป็นรอง พร้อมปรับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจซึ่งหมายถึงการลงทุนให้ทั้ง 2 มีดุลยภาพเกิดขึ้น

“กำลังซื้อแปลว่ารายได้ ซึ่งรายได้ประชาชาติ 41% มาจากค่าจ้างของลูกจ้างอาชีพต่างๆ ประมาณ 18 ล้านคน รวมข้าราชการด้วย ส่วนเกษตรกร ประมาณ 37% หรือประมาณ 11 ล้านคน จึงจำเป็นต้องมีการปรับตรงรายได้”

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องจัดระบบภาษีใหม่ โดยเฉพาะภาษีทางตรงที่ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ เป็นการเรียกเก็บจากบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจมีกำไร ที่รัฐเก็บอยู่ที่ 19-20% ก็ต้องไปคิดและดำเนินการหารายได้จากส่วนนี้มาชำระหนี้เงินกู้ที่รัฐบาลนำมาช่วยเหลือประชาชนไว้

“เก็บภาษีบุคคลธรรมดา เป็นขั้นบันไดอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำอะไร แต่ภาษีนิติบุคคลนั้นทำได้ รัฐให้ประโยชน์กับบริษัทเหล่านี้มาหลายสิบปี ไม่มีการปรับ แต่ขณะนี้ประเทศชาติมีปัญหาต้องการใช้เงิน คนรวยกลุ่มนี้ต้องยอมเสียสละด้วยเช่นกัน ที่ผ่านมา ขายได้ 5 แสนกว่าล้าน กำไร 2-3 หมื่นล้านเสียภาษี ส่วนกำไรแค่ 19% รัฐต้องไปปรับภาษีตรงนี้ก่อน เพราะการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 3% ไม่มีทางพอใช้จ่ายหนี้ที่กู้มาแถมยังถูกผลักภาระไปที่การขึ้นราคาสินค้าด้วย”

นี่คือหลักการสำคัญที่รัฐบาลต้องไปดูภาษีทางตรง ตัวไหนบ้าง ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปรับระบบภาษีใหม่จากคนรวยเพียง 1% ของประชากร ที่ได้รับไปจากการทำธุรกิจ เมื่อเขามีกำไรมากก็จะแปลงเป็นสินทรัพย์ในรูปต่างๆ ไว้มากมาย

ตรงนี้จึงเป็นทางออกในการหารายได้ซึ่งรัฐบาลสมควรที่จะกล้าดำเนินการในการปรับระบบภาษีใหม่ ด้วยการเพิ่มภาษีธุรกิจทางตรงให้มากขึ้นเพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้ได้ตามกำหนดและยังสามารถนำไปใช้ในโครงการสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐบาลหาเสียงไว้ให้เป็นจริงได้ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลเอาใจกลุ่มคนเหล่านี้มากเกินไปแล้ว


คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ย้ำว่า การที่รัฐบาลจะกู้เพื่อมาลงทุนหรือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแม้ว่าตัวเลขการกู้จะเต็มเพดานแล้วก็ตาม แต่ประเด็นอยู่ที่ว่ารัฐบาลต้องคาดการณ์ได้ว่าจะใช้หมดภายในกี่ปี เงินที่จะใช้จะหามาจากแหล่งไหน และอย่าคิดเพียงแค่การขึ้น VAT 3% ซึ่งไม่มีทางพอใช้หนี้ แถมยังจะถูกผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคซึ่งทำได้ง่ายมาก เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจบ้านเรา เงินจะกระจุกตัวอยู่ในคนส่วนน้อย แต่เป็นคนส่วนน้อยที่มีพลังที่จะผลักภาระให้คนจนได้ง่ายมาก

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการในเรื่องของการหารายได้ และบอกให้ประชาชนรู้ชัดเจนว่าทุกคนจะมีภาระหนี้เงินกู้กันอย่างไรและนานแค่ไหน จากการทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเตรียมรับกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างประชากรที่กำลังจะเกิดขึ้น กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุและมีคนแก่ติดเตียงทั้งในเมืองและภาคชนบทมากขึ้น ในส่วนภาคการเกษตรคนแก่จำนวนหนึ่งที่เคยพึ่งพารายได้จากลูกๆ ที่อยู่ในภาคแรงงานก็กำลังลำบากเพราะลูกหลานตกงาน

ปัจจุบันแรงงานเหล่านี้ตกงานเพิ่มขึ้น บางคนแม้ทำงานอยู่ก็ถูกลดเงินเดือน ก็ยังดีที่ได้รับการจุนเจือจากโครงการ ‘คนละครึ่ง’

แต่เมื่อโครงสร้างไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น พวกเราจะอยู่กันอย่างไร เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมีคำตอบ!

- END -

34
0
   

โตโยต้า พร้อมให้บริกาSLOTรทำความสะอาดฆ่าเชื้อและไวรัสภายในรถยนต์ ฟรี ทุกยี่ห้อ-เว็บไซต์บาคาร่า

โตโยต้าเปิดให้บริการทำความสะอาดฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสภายในรถยนต์ ผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 471 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564